วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์อีก 100 ปี

วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์อีก 100 ปี

วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์อีก 100 ปี สมมุติว่าผู้ผลิตไมโครโปรเซสเซอร์สามารถดำเนินการตามกฎของมัวร์ได้ต่อไป พลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ของเราควรเพิ่มเป็นสองเท่าทุก ๆ ปี นั่นหมายความว่า ในอีก 100 ปีข้างหน้า นับจากนี้จะมีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นปัจจุบันถึง 1,125,899,906,842,624 เท่า ซึ่งมันยากที่จะจินตนาการอย่างมาก

วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์อีก 100 ปี

แต่ถึงแม้ว่ากอร์ดอนมัวร์จะเตือนไม่ให้คิดว่าปรากฎของมัวร์จะคงอยู่นานขนาดนั้น ในปี 2548 มัวร์ได้กล่าวว่า เมื่อทรานซิสเตอร์ไปถึงระดับอะตอม เราอาจพบอุปสรรคพื้นฐานที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อถึงจุด ๆ นั้น เราจะสามารถอัดทรานซิสเตอร์ได้มากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม

แต่เราจะสามารถหลีกเลี่ยงอุปสรรคนั้นได้โดยการสร้างชิปประมวลผลที่ใหญ่มากขึ้น พร้อมทรานซิสเตอร์ที่มากขึ้น แต่ทรานซิสเตอร์นี้จะสร้างความร้อน และโปรเซสเซอร์ที่ร้อนจัด ซึ่งอาจทำให้คอมพิวเตอร์ดับได้

และคอมพิวเตอร์ที่มีโปรเซสเซอร์ที่รวดเร็ว ต้องมีระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนสูงจนเกินไป ยิ่งชิปการประมวลผลมีขนาดใหญ่ ก็จะสร้างความร้อนมากขึ้น เพราะว่ามีระบบการทำงานมากขึ้น

อีกหนึ่งวิธีในการแก้ไขปัญหานี้ คือ การเปลี่ยนไปใช้สถาปัตยกรรมแบบมัลติคอร์ ซึ่งแบบ Multi-core ประมวลผล dedicates เป็นส่วนหนึ่งของพลังงานการประมวลผลของแต่ละหลัก ซึ่งสามารถแบ่งย่อยเป็นส่วนประกอบเล็ก ๆ ได้ และคอมพิวเตอร์ในอนาคตอาจใช้รูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

การประมวลผลควอนตัม และคอมพิวเตอร์ DNA

เทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกได้เริ่มปฏิวัติคอมพิวเตอร์ขึ้นแล้ว สายข้อมูลไฟเบอร์ออปติกสามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ และไม่เสี่ยงต่อการรบกวนจากแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนสายเคเบิลแบบคลาสสิก หรือแบบเดิม

ซึ่งประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง คือ ระบบออปติคัล หรือโฟโตนิกจะสร้างความร้อนน้อยกว่าโปรเซสเซอร์ทรานซิสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์แบบเดิม ข้อมูลก็จะสามารถส่งด้วยอัตราเร็วที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่วิศวกรยังไม่สามารถพัฒนาทรานซิสเตอร์แบบออปติคัลที่มีขนาดเล็กได้ในจำนวนที่มากพอ

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ ETH Zurich สามารถสร้างทรานซิสเตอร์แบบออปติคัลได้เพียงหนึ่งโมเลกุล แต่เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพเำิ่มมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ต้องทำให้โมเลกุลเย็นลงเหลือ 272 องศาเซลเซียส หรือ 1 องศสเคลวิน นั่นก็เป็นแค่วิธีแก้ปัญหาได้เพียงเล็กน้อย ซึ่งก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงสำหรับผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์โดยทั่วไป

โฟโตนิกทรานซิสเตอร์อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งมีความแตกต่างจากคอมพิวเตอร์โดยทั่วไป ซึ่งจะใช่เลขฐานสอง หรือบิต ในการดำเนินการคอมพิวเตอร์ควอนตัม ที่ใช้ควอนตัมบิต หรือควิต ซึ่ง บิตเป็น 0 หรือ 1 (หรือตัวเลขอะไรก็ได้ที่อยู่ระหว่างนั้น)

ซึ่งคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ใช้งานได้ดี ควรจะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หรือปัญหาใหญ่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าคอมพิวเตอร์แบบเดิม แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะไม่ค่อยเสถียรสักเท่าไหร่ หากสถานะควอนตัมของเครื่องนั้นไม่ดี หรือไม่มีประสิทธิภาพ และอาจต้องเปลี่ยนกลับไปใช้การคำนวณของคอมพิวเตอร์แบบเดิม

เช่นเดียวกับเครื่องส่งสัญญาณออปติคัลที่สร้างขึ้นที่ ETH Zurich คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะถูกเก็บไว้ที่ระดับเหนือศูนย์สัมบูรณ์เพียงไม่กี่องศา เพื่อการรักษาสถานะควอนตัมไว้ หรือบางทีอนาคตชองคอมพิวเตอร์อาจขึ้นอยู่กับตัวเรา หรืออาจอยู่ที่ตัวเราเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีทีมนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์กำลังพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ DNA ในการประมวลผลของข้อมูล

เป็นการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และชีววิทยานี้สามารถนำไปสู่คอมพิวเตอร์รุ่นต่อไปได้ และคอมพิวเตอร์ DNA อาจมีข้อดีหลายประการเหนือเครื่องจักรแบบเดิม เช่น DNA เปรียบเหมือนทรัพยากรที่มีอยู่มากมาย และมีราคาที่ถุก หากเราค้นพบวิธีการใช้ DNA เป็นเครื่องมีประมวลผลข้อมูล ก็จะสามารถพัฒนา หรือปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ได้

คอมพิวเตอร์ในอนาคต

รูปแบบที่นิยมในอนาคตด้านคอมพิวเตอร์นี้ อย่างที่หลายคนได้เห็นกันอยู่แล้ว คือ จะมีขนาดที่เล็กลง และสามารถพกพาได้สะดวก ซึ่งอาจมีเซ็นเซอร์คอมพิวเตอร์ที่สามารถตรวจสอบสุขภาพร่างกายของมนุษย์ได้ และอาจเป็นคอมพิวเตอร์ที่สามารถช่วยเหลือคุณได้ภายในรถ เช่น การบอกเล้นทางอย่างอัตโนมัติ และอาจมีการติดตามการเครื่อนไหวของคุณไปแทบทุกที่

วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์อีก 100 ปี

เราจะเห็นว่าขั้นตอนการใช้คอมพิวเตอร์ที่แพร่หลายในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น Wi-Fi , 4G หรือ 5G เช่น LTE และ WiMAX ได้ขยายการประมวลผลเครือข่ายไปอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก ซึ่งเราสามารซื้อสมาร์ทโฟน และสามารถเข้าถึงข้อมูลเพตะไบต์บนเวิร์ดไวด์เว็บได้ภายในไม่กี่วินาที เซ็นเซอร์ในไฟจราจร และอุปกรณ์ไบโอเมตริกซ์ สามารถตรวจจับสถานะของเราได้

นอกจากนี้ เรายังอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเฟซผู้ใช้ หรือการแสดงตัวตนด้วยใบหน้า หรือการสัมผัสทางกายภาพ นอกจากนี้นังมีโปรแกรมที่สามารถจดจำเสียงของคุณได้ หรือสามารถติดตามการเคลื่อนไหว เพื่อดำเนินการตามคำสั่ง

โดยนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และนักประสาทวิทยา กำลังทำงานเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตเฟซคอมพิวเตอร์สมองต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการกับคอมพิวเตอร์ หรือตั้งค่า ใส่รหัสความปลอดภัยได้ด้วยตนเอง และคอมพิวเตอร์ในอนาคตสามารถตอบสนองความต้องการใช้ของผู้ใช้งานได้อย่างแน่นอน

ซึ่งการที่จะคาดการณ์ออกไปถึง 100 ปีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั้น เป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้นมักจะมีการพัฒนา หรือเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถการันตรีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ระบบคอมพิวเตอร์ในอีก 100 ปีข้างหน้า จะพัฒนาได้มากขึ้นแค่ไหน เนื่องจากเรายังไม่ได้มีการเผชิยหน้ากับอนาคตข้างหน้า

แต่อย่างไรก็ตาม นักอนาคตศาสตร์บางคนเห็นว่า อาจไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างคอมพิวเตอร์ และมนุษย์ภายใน 100 ปี ที่อาศัยอยู่บนโลกนั้นจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ที่สามารถปรับปรุงตัวเองได้ในทุกสถานะการณ์ ซึ่งเราไม่อาจจินตนาการได้ในรูปแบบของอนาคต

วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์อีก 100 ปี

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ก็เป็นสิ่งที่เราพัฒนาขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวก และสร้างความปลอดภัยได้มากขึ้น และแตกต่างจากคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันอย่างแน่นอน และ Vernor Vinge เขายืนยันว่า มนุษย์จะพัฒสติปัญญาเหนือมนุษย์ก่อนปี 2030 เกี่ยวกับสิ่งสำคัญ 4 อย่าง ดังต่อไปนี้

1) นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาความก้าวหน้าในปัญญาประดิษฐ์ (AI)

2) พัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์

3) สร้างอินเตอร์เน็ตเฟซคอมพิวเตอร์ หรือมนุษย์มีความก้าวหน้า หรือมนุษย์วิวัฒนาการไปสู่สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่

4) มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ทำให้มนุษย์สามารถควบคุมสติปัญญาของสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น

การพัฒนาคอมพิวเตอร์มีผลต่อมนุษย์อย่างไร ?

1) สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น และลดของเสียให้น้อยลง และมีอุปกรณ์ที่ทันสมัย และสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

2) สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และรับ-ส่งข้อมูลได้เร็วยิ่งขึ้น

3) ประหยัดเวลาในการทำงาน

4) ทำความเข้าใจข้อมูลให้ดียิ่งขึ้น

5) สามารถทำให้เกิดความเพลิดเพลินในการทำงานมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการพัฒนาเกิดขึ้น ก็ต้องมีทั้งข้อดี และข้อเสียเกิดขึ้นเช่นกัน ยิ่งมีระบบที่พัฒนาเพิ่มมากขึ้น ยิ่งทำให้มนุษย์มีความขี้เกียจเพิ่มมากขึ้น และอาจมีผลเสียหลายอย่างตามมา เช่น มนุษย์บางคนขาดการพัฒนาด้านความคิด และสมองเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีสิ่งที่มาทำงาน หรือสามารถมาแทนการทำงาน และแทนที่ด้านความคิด เป็นต้น ส่วนด้านอื่น ๆ เช่น การเผลแพร่ หรือการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัวที่เพิ่มากขึ้นนั่นเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *